โลกร้อน ที่ไม่ใช่แค่อากาศ แต่หมายถึงภัยพิบัติธรรมชาติที่เราต้องช่วยกันหยุดยั้ง

โลกร้อน ที่ไม่ใช่แค่อากาศ?! แต่หมายถึงภัยพิบัติธรรมชาติที่เราต้องช่วยกันหยุดยั้ง

เรื่องโดย ดร.แทนไท ประเสริฐกุล

เหตุใดเราจึงควรจริงจังเรื่องการลดโลกร้อน?

คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ ภัยธรรมชาติ!!!

ทุกวันนี้หลายคนคงคุ้นหูแล้วกับคำว่า “climate change” หรือ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเป็นผลมาจากโลกร้อนอีกที

สาเหตุที่ทั่วโลกเปลี่ยนมาสร้างความตระหนักกับคำว่า “ภูมิอากาศ” แทน ก็เพราะว่าโลกร้อนไม่ได้หมายถึงแค่เดินออกไปนอกบ้านแล้วร้อนขึ้น 1-2 องศา เหงื่อออกมากขึ้นอีกนิด จั๊กกะแร้หนึบขึ้นอีกหน่อย ยอมเสียค่าไฟเปิดแอร์มากขึ้นก็จะจบ

แต่โลกร้อนในความเป็นจริงแล้วหมายถึงการเพิ่มทวีคูณของ ฝนตกหนัก น้ำท่วม พายุที่รุนแรง เรื่อยไปจนถึงขั้วตรงข้ามอย่างภัยแล้ง คลื่นความร้อนที่อบเฉพาะจุดจนบางเมืองอุณหภูมิขึ้นไปถึงเกือบ 50 องศา ไฟป่าที่ไม่ได้มาเล่นๆ การล้มเหลวของพื้นที่เพาะปลูก ระบบนิเวศปะการังที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าจะเกี่ยวกันอย่างการแพร่กระจายของโรคระบาดต่าง ๆ

ทั้งหมดนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าถ้าประเทศไหนการเมืองไม่ดี การรับมือหรือจัดการกับวิกฤติไม่พร้อม เมื่อภัยพิบัติถาโถม ทรัพยากรก็ย่อมจะขาดแคลน ลองจินตนาการดูว่าความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอกประเทศจะตึงเครียดขึ้นแค่ไหน เมื่อถึงจุดนั้น จลาจล สงคราม และเศรษฐกิจที่พังทลายก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากอีกต่อไป

เพราะฉะนั้นแล้ว โลกร้อนจึงไม่ใช่แค่โลกร้อน

วิธีคิดง่าย ๆ ให้เข้าใจว่าโลกร้อนเกี่ยวอะไรกับฝนตก เราลองนึกภาพว่ายิ่งชั้นบรรยากาศร้อนขึ้น น้ำจากผิวโลกก็ยิ่งถูกทำให้ระเหยขึ้นไปอยู่บนฟ้ามากขึ้น เวลาถล่มกลับลงมาก็ถล่มแรงขึ้น ซ้ำทั้งลมที่เกิดจากความต่างอุณหภูมิก็พัดแรงขึ้น หอบน้ำไปตกในบริเวณกว้างขึ้น สร้างความเสียหายมากขึ้น 

ในแต่ละปีชาวไทยเราคุ้นเคยกับน้ำท่วมอยู่แล้ว บ้างก็ว่าเป็นเรื่องคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่สถิติทั่วโลกนั้นชัดเจน ทุกวันนี้น้ำท่วมหนักขึ้น ถี่ขึ้น นานขึ้น และท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมากขึ้น หากเปลี่ยนคำว่าน้ำเป็นไฟก็ไม่ต่างกัน ปี 2023 ที่ผ่านมาเกิดไฟไหม้ป่าชนิดทำลายสถิติมากมายหลายแห่งทั่วโลก

การรณรงค์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมักจะอ้อนวอนกันว่าอย่าปล่อยให้โลกร้อนขึ้นเกินกว่า 2 องศาเลย นั่นหมายความว่าอย่างไร? ย้อนกลับไปประมาณ 150 ปีเมื่อยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มนุษย์เริ่มปล่อยควันเสีย โลกเคยมีอุณหภูมิเฉลี่ยเย็นกว่านี้ประมาณ 1 องศานิดๆ และเพียงแค่ 1 องศาที่เพิ่มขึ้นมา ก็ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติบางอย่างเกิดถี่ขึ้นแล้วประมาณ 3 เท่าตัว นั่นแปลว่าถ้าเราปล่อยให้เพิ่มขึ้นถึง 2 องศา ซึ่งนักวิทย์บอกว่าจะถึงแน่ ๆ ภายในไม่กี่สิบปีถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ภัยพิบัติก็มีสิทธิจะเกิดถี่ขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็น 6 เท่าตัว เหตุการณ์รุนแรงขนาด 10 ปีมีครั้งในรุ่นปู่ย่าตายายเรา อาจจะกลายเป็นเกิดขึ้นทุกๆ 2-3 ปี เรียกว่าบ้านเพิ่งจะซ่อมเสร็จจากรอบก่อน รอบใหม่มาอีกแล้ว

หรือแม้แต่เรื่องอย่างโรคระบาด เรากำลังจะผ่านยุคโควิดไปได้อย่างหืดขึ้นคอ แต่ในโลกที่ร้อนขึ้น 2 องศา ป่าไม้จะถูกทำลายและบุกรุกมากขึ้น สัตว์ที่เป็นแหล่งไวรัสอย่างค้างคาวจะเกิดโอกาสส่งโรคมายังคนบ่อยขึ้น กองทัพยุงทั้งหลายจะมีแหล่งขยายพันธุ์มากขึ้นเมื่อทั้งโลกยิ่งร้อนและชื้น  ขณะเดียวกันน้ำแข็งที่แช่ซากเชื้อโรคเก่า ๆ ไว้ในหลายพื้นที่ทั่วโลกก็กำลังเริ่มละลาย และเริ่มปล่อยเชื้อดึกดำบรรพ์ออกมาสร้างปัญหาให้เป็นข่าวบ้างแล้ว เชื้อที่ระบาดใหญ่ระดับโควิดตัวต่อไปจะมาอีกเมื่อไหร่ ไม่ใช่เรื่องที่น่านึกถึงเลย แต่ก็ต้องนึก

ยังมีอีกหลายสิ่งที่เราทำได้ นักวิทย์คำนวณว่าโลกร้อนหยุดไว้ที่ 2 องศาได้ หากทั้งโลกร่วมใจกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ไม่มีช่วงเวลาไหนสำคัญกว่านี้อีกแล้ว ที่จะร่วมกันสนับสนุนนโยบายทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาดังกล่าว เราไม่ได้กำลังจะกอบกู้โลก แต่เรากำลังจะกอบกู้อนาคตของตัวเอง